พ่อ-แม่ เป็นพระในบ้าน
วันนี้ก็อยากจะพูดเรื่องพ่อ-แม่ กับญาติโยมสักเล็กน้อยเพื่อจะได้เกิดความสำนึกในหน้าที่ว่าเราทุกคนมีพ่อ-แม่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราควร
ที่จะปฎิบัติอย่างไรกับท่านบ้าง เมื่อเรานึกได้ว่าเรามีพ่อ-แม่
   พ่อ-แม่นี้ในทางธรรมมะท่านถือว่า เป็นพระในบ้าน เป็นพระ
ที่เราควรแก่การกราบไหว้เคารพสักการะบูชาทุกวันทุกเวลาไม่ใช่จะคอยกราบไหว้กันแค่ปีละครั้งคือวันพ่อกับวันแม่เท่านั้นคนเราถ้าไม่รู้จักกราบไหว้พระที่อยู่ใกล้ๆตัวแล้วจะไปกราบไหว้พระที่อยู่ไกลๆได้อย่างไร พระที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ก็คือ พ่อ-แม่ของเรานั้นเองเราจึงต้องเคารพพระที่อยู่ในบ้านก่อน แล้วมันจะเกื้อกูลแก่การเคารพพระนอกบ้านต่อไป เคารพอะไรๆอื่นต่อไป พ่อแม่จึงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นเทวดาผู้ให้ความคุ้มครองปกปักรักษาเราตลอดเวลา

ความหมายของคำว่า “แม่”

คำว่า แม่  ในภาษาไทยนั้น เป็นคำที่น่าฟัง ไพเราะเสนาะหู เป็นคำที่เด็กพูดได้ก่อนคำใดๆเด็กพูดได้นี่ต้องพูดคำว่า แม่ ก่อน แต่ว่าอาจจะพูดไม่ชัด ออกเสียงเป็น มะ  เป็น แมะ อะไรไปก็ได้ แต่จุดหมายก็คือเรียกคนที่เขารู้จักมาก่อนใครๆเป็นผู้ใกล้ชิดกับตัวเขากว่าใครๆ
ผู้ที่ใกล้ชิดต่อเด็กน้อยๆก่อนใครๆก็คือ แม่
  สัมผัสที่เด็กได้สัมผัสก่อนใครๆก็คือ เนื้อหนังของแม่  น้ำนมของแม่ที่ทำให้เด็กรู้จักแม่แล้ว
ก็อยากเข้าใกล้ เวลาใดเด็กร้องให้พ่อแม่อุ้มมาประทับที่อกหยุดร้องทันที ที่หยุดร้องได้ก็เพราะเขาได้สัมผัสกับเนื้อหนังที่เขารู้จักดีว่าเป็นเนื้อหนังที่มีแต่ความรัก
  มีแต่ความเมตตาต่อตัวเขาจึงได้เกิดความรักความเคารพบูชา

คำว่า แม่ จึงเป็นคำที่มีความหมายในทางชื่นอกชื่นใจเราจึงเรียกคนที่ให้กำเนิดเรามาว่า แม่ เรียกคำอื่นมันก็ไม่ชื่นใจ
แม่มีความรักที่บริสุทธิ์

ในหมู่คนไทยเรานั้น เรียกคำว่า แม่ มาตั้งแต่โบราณในครอบครัวที่เป็นผู้ดีหน่อย ก็จะใช้คำว่า คุณ เป็นสรรพนามแทนคำนำหน้าเป็นคำ
ให้เกียรติว่า คุณแม่ คุณพ่อ คุณน้า คุณอา คุณลุง คำว่า คุณ นี้ เป็นคำเพิ่มเข้ามา ก็ด้วยความเชิดชูบูชานั่นเองแต่ถึงแม้เราเรียกว่า
แม่ เฉยๆมันก็ยังเป็นคำที่น่าฟังอยู่นั่นเอง

ผู้หญิงเรานี้อยากจะให้ลูกของตัวเองเรียกว่า แม่ทั้งนั้น เพราะคำว่า แม่ นั้น เป็นการแสดงความรักที่บริสุทธิ์ เป็นการแสดงความรัก
ที่มีความเคารพอยู่ในตัว ถ้าเรียกอย่างอื่นมันเป็นความรักแบบอื่น เรียกว่า แม่ นี้ เป็นความรักที่มีความหมายควรแก่เคารพสักการะบูชา เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้เป็นแม่ย่อมมีความสบายใจ คนที่ไม่มีโอกาสเป็นแม่เพราะอะไรก็ตาม บางคนถึงขั้นไปขอเด็กมาอุปการะเลี้ยงดูแล้วก็ให้เด็กนั้นเรียกตนเองว่าแม่ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดแต่ก็เป็นผู้ที่ให้ความอุปการะเลี้ยงดู อันนี้ก็จะต่างกันตรงที่ไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้นแต่จะเหมือนกันตรงที่เป็นผู้ให้ความรักอันบริสุทธ์แก่เราซึ่งไม่เคยหวังผลใดๆตอบแทน
คนที่เลี้ยงเรานั้นแหละคือแม่

ความจริงแม่เลี้ยงนั่นแหละสำคัญกว่าแม่เกิด เพราะคนบางคนแม่เกิดตายไปเสียแล้ว แล้วก็มีคนอื่นมาสมัครเป็นแม่แทนแม่ที่เขาไม่ได้ให้กำเนิดเรามา แต่เขาสมัครมาเลี้ยงเรา ให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูแก่เรา ให้เราได้อยู่ได้กินอย่างสะดวกสบายมีความเสียสละทุกอย่างเพื่อให้เด็กนั้นเจริญเติบโต ความจริงคนที่เป็นแม่เลี้ยงควรจะได้รับความเคารพบูชา มากกว่าแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงเสียอีกด้วยซ้ำไป
สมัยนี้เด็กบางคนเมื่อรู้ว่าไม่ใช่แม่ของตัว กลับดูหมิ่นไม่เคารพ เวลามีอะไรนิดหน่อยก็นึกในใจว่า ก็ไม่ใช่ลูกของแม่ แม่จึงไม่รักหนู
 การคิดเช่นนั้นเป็นการคิดเอาเองไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง น้ำใจของแม่ที่เลี้ยงหรือทำหน้าที่เลี้ยงเด็ก มีความรักความเอ็นดูต่อเด็กนั้น
เหมือนกับแม่บังเกิดเกล้าเหมือนกัน บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไปเพราะฉะนั้นอย่ารังเกียจคำว่าแม่เลี้ยงพ่อเลี้ยง
แต่ควรจะนึกว่าเขาเป็นแม่ที่เลี้ยงเรา เขาเป็นพ่อที่เลี้ยงเรา
  เราก็ควรจะเคารพสักการะบูชาเช่นเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่มีลูกก็อยากจะ
เป็นแม่อย่างนี้ แต่คนที่มีโอกาสได้เป็นแม่ก็มีความสบายใจที่ได้ทำหน้าที่เลี้ยงลูก

ความหวังของแม่

ผู้หญิงเราเมื่อแต่งงานแล้วก็อยากจะเป็นแม่ด้วยกันทั้งนั้นถ้ามีโอกาสจะเป็น ก็มักจะวิ่งเต้นขวนขวาย เขาบอกว่าหลวงพ่อที่ไหนศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มักจะไปกราบไปไหว้ เพื่อขอให้มีลูกกับเขาบ้าง อันนี้แสดงว่าน้ำใจของสตรี เมื่อแต่งงานแล้วก็อยากจะเป็นแม่
ต่อไปทำไมท่านอยากจะเป็นแม่ เพราะว่าเมื่อไม่มีลูกก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ใคร เด็กเป็นความหวังของครอบครัวเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลเพราะฉะนั้นครอบครัวใดมีบุตรมีธิดาก็สบายใจ สบายใจว่าทรัพย์ที่เราหาไว้นั้นไม่ไปไหนจะตกแก่ทายาทของเรา เมื่อเราแก่ชราลงไป
จะมีคนเลี้ยงดูเรา ให้ความสุขความสบายแก่เรา เมื่อเราตายลงไปแล้วลูกจะได้ทำศพให้แก่เรา อันนี้เป็นความปรารถนาของแม่ทั่วๆไป

คิดไปแล้วก็เหมือนกับแม่เห็นแก่ตัว แต่ความจริงไม่ใช่ มันเป็นความคิดที่เป็นธรรมชาติของสตรีที่อยากจะเป็นแม่ และเมื่อได้เป็นแม่ก็มีความสบายใจ ไม่อิจหนาระอาใจที่จะเลี้ยงบุตรธิดาของตนให้เจริญเติบโต
คุณธรรมของแม่
คนที่เป็นแม่มีคุณธรรมในใจหลายอย่าง เช่น เป็นผู้มีเมตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาพร้อม ในทางพระพุทธศาสนา จึงเรียกคนที่เป็น
แม่ว่าเป็น
  พระพรหม  ของบุตรธิดา ชื่อว่าเป็นพระพรหมก็เพราะมีคุณธรรมของพระพรหม พระพรหมนั้นไม่ใช่รูปปั้นสี่หน้าที่ตั้ง
อยู่หน้าโรงแรมเอราวัณ แต่หมายถึงคนที่มีคุณธรรมสี่ประการประจำใจ เช่น มีเมตา ปรารถนาความสุขความเจริญแก่ผู้อื่น
มี กรุณา สงสาร อยากจะช่วยคนอื่นให้พ้นไปจากทุกข์ความเดือดร้อน มีมุทิตา คือยินดีเพลินใจในเมื่อคนอื่นมีความสุขความเจริญ
 มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนอุเบกขา นั้นเรียกว่าวางเฉย ไม่ใช่เฉยๆแต่เฉยเพราะยังไม่มีเรื่องที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ปกติ คล้ายกับคนที่สตาร์ทรถยนต์ติดดีแล้ว ก็นั่งดูเฉยๆเมื่อใดเครื่องมันดังคึ่กคั่กก็เข้าไปแก้ไข แม่ของเราก็เป็นอย่างนั้น
 
 เมื่อลูกเป็นไปโดยปกติก็ไม่ยุ่งอะไร แต่ท่านมองดูอยู่ด้วยความสนใจ มีอะไรขัดข้องมีอะไรเป็นทุกข์เป็นร้อน
 คนที่จะวิ่งมาประคับประคองเราก่อนใคร ก็คือแม่ของเรานั้นเอง เพราะคุณแม่ท่านมีคุณธรรม ท่านมีหน้าที่ให้ ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน เว้นไว้แต่ลูกมีความสำนึก แล้วก็ให้ ถึงไม่ให้ท่านก็ไม่ทักท้วง ไม่คิดจะได้อะไรจากลูกเพียงได้เห็นลูกของท่านมีความสุขท่านก็พอใจแล้ว

ความชื่นใจของแม่จากลูก

เมื่อลูกมีความเจริญทั้งกายทั้งใจ มีความเติบโต มีหน้าที่การงานทำเป็นหลักเป็นฐาน แม่นั้นแหละเป็นผู้มีความชื่นใจที่สุด มีความสบายใจ
ที่สุดกว่าใครๆเมื่อใดลูกตกต่ำชีวิตไม่ก้าวหน้า มีปัญหามีความทุกข์ความเดือดร้อนผู้ที่มาเป็นทุกข์กับเราก่อนใครๆก็คือคุณแม่นั่นเอง
เพราะฉะนั้นแม่นี่คือผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขของเรา เป็นสหายผู้คอยให้ความช่วยเหลือแก่เราตลอดเวลาไม่มีคนใดจะมีน้ำใจเท่าแม่ เราลองคิด
ดู แม่นั้นแหละเป็นผู้มีน้ำใจต่อเราอย่างแท้จริง สมกับที่ท่านเรียกว่าเป็นพระพรหม ท่านมีพรหมวิหารธรรมอยู่ในใจครบถ้วนทีเดียว

แม่คือเทวดา และร่มโพธิ์ร่มไทรของลูก

อีกประการหนึ่ง ท่านเรียกแม่ว่า เทวดา เพราะให้ความคุ้มครองปกปักรักษา ท่านกล่าวว่าบ้านเรือนใดมีการเคารพบุพการี บูชาบุพการี
บ้านเรือนนั้นมีเทวดาคุ้มครองรักษา บ้านเรือนใดบุตรธิดาไม่เคารพ ไม่บูชา ไม่สักการะต่อบุพการี บ้านเรือนนั้นไม่มีเทวดารักษา
 เทวดาก็คือคุณงามความดีนั่นเอง ไม่ใช่เทวดาที่เขาเขียนไว้ตามฝาผนัง เทวดาก็คือคุณธรรม ครอบครัวใดเคารพบุพการีคน
ในครอบครัวนั้นมีคุณธรรม ความรักของบุพการีนั้นแหละคือสิ่งคุ้มครองครอบครัว เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้บุตรธิดาในครอบครัวนั้น
อยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นผู้เคารพมบุพการี จึงชื่อว่ามีโพธิ์ไทรใบดก คุ้มครองรักษา ไม่ถูกฝน ไม่ถูกแดด
ไม่ถูกความทุกข์เดือดร้อนครอบงำจิตใจ มีความเป็นอยู่อย่างปลอดภัย

แผ่นดินคือแม่ของเรา
แผ่นดินนี้ก็เป็นแม่ของคน เป็นที่อยู่อาศัยเป็นที่ให้อะไรทุกอย่าง เราได้อะไรจากแผ่นดินทั้งนั้น คนโบราณจึงเรียกแผ่นดินว่าแม่ธรณี เพราะท่านให้ความเป็นอยู่แก่เราอย่างสะดวกสบาย จะเอาอะไรก็ได้ แต่เอาด้วยวิธีการที่ถูกต้องจากแม่คือธรณีนั่นเอง

แม่น้ำก็เป็นแม่ของคนเหมือนกัน ให้อะไรแก่คนอย่างนี้เพราะฉะนั้นน้ำใจของแม่ก็เหมือนกับแม่น้ำ
 เหมือนกับแผ่นดิน เหมือนกับแผ่นฟ้า เหมือนกับสิ่งที่ให้แต่ความสุขแก่เรา เราจึงรักเคารพบูชาท่าน
ความสำนึกของลูกที่มีต่อแม่
อันแม่แม้จะแก่ชราสักเท่าใด เราก็ไม่อยากให้ท่านตาย อยากให้ท่านหายใจอยู่ ไม่อยากให้ท่านเป็นท่อนไม้ท่อนฟืน ทำไมเราคิดอย่างนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจแก่เรา ให้ความสุขสดชื่นแก่ชีวิตของเรา ถ้าแม่เราจากไปเรารู้สึกว่าใจหายไป มันขาดอะไรไปอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา แม้เราจะมีเงินมีทองข้าวของมิตรสหายสักเท่าใด มีอะไรๆก็ตามใจเถอะ ก็ไม่เหมือนกับเรามีแม่ แม่นี่ให้ความสุข
แก่เราเหลือหลาย เราหาของอื่นหาได้ แต่เราหาแม่ไม่ได้ แม่เรามีคนเดียวในโลก อยากให้ท่านอยู่กับเราตลอดไป
นี่คือน้ำใจที่เกิดความสำนึกในลูกทั้งหลายที่มีต่อแม่ เราจึงอยากเห็นหน้าแม่อยู่ตลอดเวลา

การจากไปเป็นเรื่องธรรมดา

แม่กับลูกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แม้ลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แม่ก็ยัง    รู้สึกว่าเป็นอ้ายหนูของแม่อยู่นั่นเอง เคยเห็นคนบางคนเรียกลูก
ซึ่งมีอายุหกสิบแล้วว่าอ้ายหนู ท่านเรียกของท่านอย่างนั้น ท่านมองลูกชายที่อายุหกสิบของท่าน เหมือนกับเด็กตัวน้อยๆ ที่ท่านเคยเอา
มาวางไว้บนตัก ท่านลูบหน้าลูบหลังอย่างไรเมื่อเป็นเด็ก ครั้นโตขึ้นท่านก็ยังรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราเองที่มีความรู้สึกต่อพ่อแม่ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เรารู้สึกว่าคุณแม่ของเรานั้น มีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนอยู่ตลอดเวลา เรามีความรู้สึกต่อท่านอย่างดีที่สุด ที่มีความรู้สึกอยู่ในใจ
เราไม่อยากให้ท่านจากไป แต่ร่างกายสังขารของมนุษย์นี้มันเป็นธรรมดาที่ต้องจากเปลี่ยนแปลง ก็ต้องถึงแก่ความแตกดับไป
เราจะหวงไว้มันก็ไม่ได้ ท่านต้องลาจากเราไป นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

การตอบแทนพระคุณแม่
รักท่านเราควรจะทำอย่างไร ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ในโลก เราต้องเอาใจใส่ดูแลเลี้ยงดูท่านตอบแทนบุญคุณเหมือนดังที่ท่านได้เลี้ยงเรามา ช่วยทำกิจการงานให้แก่ท่าน เจ็บไข้ได้ป่วยช่วยรักษาดูแลให้ท่านมีความสุขความสบาย อะไรที่ท่านต้องการก็รีบจัดให้โดยเร็วที่สุดเท่าที่
จะเร็วได้ ถ้าหากท่านตายไปจากโลกนี้ก็ไม่มีอะไรจะทำนอกจากว่าทำบุญอุทิศให้ท่าน และประการสุดท้ายก็ต้องรักษาคือดำรงวงศ์สกุลของท่านไว้อันนี้คือหน้าที่ของเรา ที่จะให้แก่คุณแม่ เป็นดอกไม้ที่เราควรจะเอาไปบูชาท่าน ด้วยการปฏิบัติต่อท่าน