การกินเนื้อสัตว์โดยทั่วๆไปของคนเรา มีบาปหรือไม่
?
เรื่องนี้เป็นเรื่องของเจตนานะครับ บุญ-บาป มีเจตนาเป็นหลักใหญ่
ถ้าเนื้อสัตว์นั้นเรารู้เห็นและมีเจตนาที่จะฆ่าเพื่อนำมากิน ก็บาปเต็มๆ แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าก็ตาม
 แต่เนื้อสัตว์ตามตลาดที่เราซื้อมากิน หรือเนื้อสัตว์ในอาหารต่างๆที่ปรุงแล้วอยู่ในจาน
ที่เรากำลังจะรับประทานนั้น ก็อยู่ที่เจตนา ขณะกินเหมือนกันครับ แม้เราจะไม่ได้รู้เห็น หรือมีเจตนา
ร่วมอยู่ในขั้นตอนการฆ่า ก็ตาม แต่ถ้าเรากิน ด้วยความมัวเมา ด้วยความเอร็ดอร่อยว่าเป็น
“เนื้อ”
ก็จะมีเศษกรรมติดตัวเราไป ดังนั้นแม้การกินเนื้อสัตว์จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในสังคมมนุษย์
เราก็ควรจะพิจารณาก่อนกินเสมอ
(การพิจารณาอาหารเป็นข้อปฏิบัติหลักอย่างหนึ่งของพระสงฆ์)
ว่าเรากินอาหารไปเพื่อความดับความหิว จะไม่กินด้วยความมัวเมา หรือยึดติดในรสอาหาร พิจารณาเห็นอาหารต่างๆ เป็นเพียงธาตุเป็นเพียงของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เราใช้ประทังชีวิต หรือสรุปว่า
“เรากินเพื่ออยู่” ไม่ได้กินเพื่อความอยากและไปติดในรสอาหารต่างๆ หรือ “ไม่ได้อยู่เพื่อกิน” นั่นเอง

ชีวิตใคร  ใครก็รัก ชีวิตเรา  เราก็รัก หากมีใครต้องการชีวิต  เขาฆ่าเราเหมือนผักเหมือนปลา
เราเองก็คงเจ็บปวด แสบร้อน ไม่ต่างกันกับสัตว์เหล่านี้ ท่านแหละ ลองคิดดูนับวันวัวควายสัตว์เหล่านี้ 
เริ่มหายไปจากท้องไร่ ท้องนา  เพราะเรากินเนื้อวัว เนื้อควาย อยู่ทุกๆวัน แบบนี้  ไม่นานวัว ควาย
ก็หมดไปจากผืนแผ่นดินสยามของเรา ถ้าเรายังไม่เลิกทานเนื้อวัว เนื้อควาย  ท่านว่าจริงมั้ย

อีกไม่เกิน 10 ปี ข้างหน้า ควายที่คนรู้จักก็คือเนื้อควายและลูกชิ้นควาย ที่เป็น
อาหารโปรตีนประเภทเนื้อชนิดหนึ่งเหมือนกับเนื้อสัตว์ทั่วไปที่วางขายอยู่ในตู้แช่
เนื่องจากเนื้อควายเป็นเนื้อที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับเนื้อวัว แต่เผอิญราคาเนื้อควายเป็นนั้นถูกกว่าเนื้อวัวเป็นถึงประมาณกิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เนื้อควาย
กลายเป็นเนื้อพาณิชย์
ที่นักธุรกิจค้าเนื้อหันมานิยมค้าขายจนกลายเป็นตลาดนัด
 
โค-กระบือที่แพร่กระจายตามที่ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ความเป็นเนื้อดีและราคาถูก
ของควายในพื้นฐานนี้เอง
ทำให้ปริมาณควายในท้องไร่ท้องนาลดจำนวนลง
อย่างชนิดน่าตกใจ เพียงระยะเวลาแค่
10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย
เคยมีควายถึง
5-6 ล้านตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2 ล้านตัว



ภาพเหล่านี้ก็หาดูได้ยาก ถ้าเราไม่อนุรักษ์ไว้ให้เยาว์ชนรุ่นหลังได้รู้จักคำว่าควาย