|
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นนิกายเถรวาท
คณะสงฆ์ได้แบ่งลักษณะการบริหารออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ
๑. มหานิกาย คณะสงฆ์องค์คณะใหญ่ของเถรวาทดั้งเดิม
๒. ธรรมยุติกนิกาย
นิกายธรรมยุติตั้งขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ ( เจ้าฟ้ามงกุฏ :
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ )
ขณะที่ผนวชอยู่ได้ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย
ฉายา
พุทฺธวํโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒
ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๖
แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
และตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ
นิกายธรรมยุต ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนา
ฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์
เป็นเครื่องเตือนพุทธสาวกของพระองค์ว่า พึงอิงอยู่กับ
พระธรรม
เป็นนิกายที่มีความเป็นเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แก่นของพระศาสนา
สัจธรรมอันลึกซึ้งที่จะ
นำไปสู่ความหลุดพ้น
ข้อสำคัญคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรขัดแย้งกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
สิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้เมื่อ
2000 ปีมาแล้ว
พระองค์ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผน
ในด้านการปฏิรูป
ทางพระพุทธศาสนาหลายประการ ดังนี้
1. ทรงตั้งธรรมเนียมนมัสการพระเช้าค่ำ
ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ
และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา
เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้
มีการรักษาศีลอุโบสถ และแสดงพระธรรมเทศนา
เวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ
เดือนละ 4 ครั้
2.
ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรมทรงเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์
ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา
ไม่โปรดเขียนหนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม
ทรงอธิบายเพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม เผยแพร่หลัก
ธรรมสู่ราษฎร อธิบายหลักอันยุ่งยากซับซ้อน
คณะสงฆ์ธรรมยุตได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป ทำให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก
3.
ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาขึ้นจากวันวิสาขบูชา
ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา และวางระเบียบให้เดินเวียนเทียน
และ สดับพระธรรมเทศนา
ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ถวายสลากภัตร
ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา
4. ทรงแก้ไขการ
รับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ
ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน
5. ทรงแก้ไขการขอบรรพชา
และการสวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น
ระบุนามอุปสัมปทา
และนามอุปัชฌายะ ซึ่งเป็น
ภาษาบาลีในกรรมวาจา การออกเสียง อักษรบาลี
ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์
ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์
6. ทรงวางระเบียบการครองผ้า
คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติไปตามหลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย
(เดิมพระธรรมยุตครองจีวรห่มแหวก
แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เปลี่ยนมาห่มคลุม
(ห่มหนีบ) ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย
ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นนิกายเถรวาท
คณะสงฆ์ได้แบ่งลักษณะการบริหารออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ
๑. มหานิกาย คณะสงฆ์องค์คณะใหญ่ของเถรวาทดั้งเดิม
๒. ธรรมยุติกนิกาย
นิกายธรรมยุติตั้งขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ (
เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ )
ขณะที่ผนวชอยู่ได้ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย
ฉายา
พุทฺธวํโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ
พ.ศ. ๒๓๗๒ ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๖
แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร และ
ตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ
นิกายธรรมยุต ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนา
ฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์
เป็นเครื่องเตือนพุทธสาวกของพระองค์ว่า
พึงอิงอยู่กับพระ ธรรม เป็นนิกายที่มีความเป็นเหตุผลและวิทยาศาสตร์
แก่นของพระศาสนา สัจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น
ข้อสำคัญคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรขัดแย้งกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
สิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้น
เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้เมื่อ
2000 ปีมาแล้ว
พระองค์ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผน ในด้านการปฏิรูปทางพระพุทธศาสนา
หลายประการ ดังนี้
1.
ทรงตั้งธรรมเนียมนมัสการพระเช้าค่ำ
ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ
และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี
เป็นคาถา เป็น จุณณิยบท
ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีการรักษาศีลอุโบสถ
และแสดงพระธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น
ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ 4 ครั้ง
2.
ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรมทรงเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์
ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา
ไม่โปรดเขียน
หนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม
ทรงอธิบายเพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม
เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร
อธิบายหลักอันยุ่งยากซับซ้อน
คณะสงฆ์ธรรมยุตได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป
ทำให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก
3.
ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาขึ้นจากวันวิสาขบูชา
ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชาและวางระเบียบให้เดินเวียนเทียน
และสดับพระธรรมเทศนา ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น
ถวายสลากภัตร ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา
4.
ทรงแก้ไขการรับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน
5.
ทรงแก้ไขการขอบรรพชา
และการสวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น
ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ
ซึ่งเป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา
การออกเสียง อักษรบาลี ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์
6.
ทรงวางระเบียบการครองผ้า
คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติไปตามหลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย
(เดิม พระธรรมยุตครองจีวรห่มแหวก
แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เปลี่ยนมาห่มคลุม (ห่มหนีบ)
ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย
ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์
จึงได้กลับมาห่มแหวกตามเดิม)ทรงวางระเบียบการกราบไหว้
ของพระภิกษุสามเณร และระเบียบอาจารยะมารยาท
ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา
สังวรในกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม
7. ทรงให้พระสงฆ์ธรรมยุต
ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน สามารถแสดงธรรมเทศนา สั่งสอน
สามารถแยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล
และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
การศึกษาในด้านวิปัสสนาธุระ
ไม่ใช่รับรู้เฉพาะสมถะวิธีอันเป็นเบื้องต้น แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้น
วิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติตามพระวินัย
ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัยและน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ดขาด
พึงเคารพพระวินัยอย่างเคร่งครัด
8. ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหา ความรู้สาขาอื่น
ๆ
ของพระสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์เข้าศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอแคสเวลา
(Reverend Jesse Caswell)
ตามความสนใจ
ทำให้มีการสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน
นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานกำเนิดพระสงฆ์นิกายธรรมยุต
โดยทรงจัดวางระเบียบแบบแผนและธรรมยุติกวัตร
ขึ้นสำเร็จ ซึ่งทรงปฏิบัติไปด้วยความกล้าหาญ
ไม่ทรงย่อท้อต่ออุปสรรค
แม้ว่าจะมีความพยายามทำลายล้างพระสงฆ์นิกายนี้ ดังเช่นให้สึกพระ
อุปัชฌาย์ของพระองค์ และกลั่นแกล้งพระสงฆ์นิกายธรรมยุต
อย่างไรก็ตามพระสงฆ์นิกายธรรมยุต
ก็เป็นที่ศรัทธาของราษฎรทุกชั้นขึ้นตามลำดับ การก่อเกิดของธรรมยุติกนิกายยังผลให้มีการฟื้นฟู
และส่งผลที่เป็นคุณแก่พระพุทธศาสนา
การพยุงรักษาพระพุทธศาสนาเท่าที่กระทำกันใน รัชกาลก่อน ๆ
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
การฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามุ่งเน้นไป
ทางพระปริยัติธรรม และก่อสร้างปฏิสังขรณ์ด้านศาสนวัตถุเป็นส่วนใหญ่
แต่ศาสนบุคคลยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง
กรณีที่มีผู้ประ พฤติปฏิบัติผิดพระวินัย
ก็ทรงใช้พระราชอำนาจป้องกันปราบปรามให้สึกจากสมณเพศ
ยังไม่ได้เข้าไปแก้ไขในวงการสงฆ์ ดังนั้นการที่
สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ
ทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม
ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง นับได้
ว่าทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ
ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎก
และพระสุตตันตปิฎก
ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย
|